ยาอี หรือ ยาเลิฟ
ยาอี หรือ ยาเลิฟ ที่กำลังเป็นที่นิยมเสพในดาราวัยรุ่นและกลุ่มวัยรุ่นนั้น โดยความเป็นจริงแล้ว ถูกนำเข้ามาใช้ในประเทศไทยก่อนหน้าเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว หากแต่ยังไม่เข้ามาระบาดมากนักในคนไทย ผู้ที่ลักลอบนำเข้ามามักเป็นพวกชาวต่างประเทศ เช่นชาวสหรัฐอเมริกาและชาวยุโรป โดยจะนำติดตัวเข้ามาใช้เสพส่วนตัวเพื่อเป็นสารกระตุ้นประสาททำนองเดียวกับ Cocaine
ตัวยาสำคัญของยาอีหรือ Ecstasy คือ MDMA(3,4 - Methylenedioxymethamphetamine) ส่วนยาเลิฟ คือ MDA (3,4 - Methylenedioxyamphetamine) เป็นสารสังเคราะห์ มีโครงสร้างทางเคมีคล้าย Methamphetamine จากการศึกษา SAR (Structure Activity Relationship) พบว่า MDMA/MDA เป็นยาที่ออกฤทธิ์กระตุ้นประสาทเช่นเดียวกับยาบ้า แต่จะมีฤทธิ์ในการกระตุ้นประสาทที่รุนแรงกว่า เพราะการเติม Methylenedioxy group เข้าไปในโมเลกุล ทำให้ออกฤทธิ์แรงกว่ายาบ้าถึง 10 เท่า โดยจะมีฤทธิ์หลอนประสาทร่วมด้วย(Hallucination) ลักษณะเม็ดยา ที่ลักลอบขายอยู่ในต่างประเทศมีมากมายมากกว่า 50 รูปแบบ โดยส่วนใหญ่จะเป็นเม็ดกลม ด้านหนึ่งนูน หรือเรียบ อาจมีขีดแบ่งครึ่ง อีกด้านหนึ่งพิมพ์รูปภาพหรืออักษรต่าง ๆ ในช่วงแรก ๆ ของการแพร่ระบาดในต่างประเทศมีตัวอักษร Adam หรือ Love อันเป็นที่มาของ Nickname ว่า "Adam" และ "Love Pill" สำหรับยาที่ลักลอบนำเข้ามาสู่ประเทศไทยและยึดได้พบเป็นรูปดอกไม้, ผีเสื้อ, จรเข้ บางครั้งก็เป็นเม็ดกลมนูน สีเหลืองไม่มีตัวอักษรใด ๆ เป็นต้น
Martin และคณะ ได้แบ่งสารที่ออกฤทธิ์หลอนประสาท (Psychedelic drugs) ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ LSD-like , Amphetamine-like,และ Mixed โดย Ecstasy ถูกจัดเป็นแบบที่ 3 คือมีฤทธิ์ผสมกันระหว่าง LSD และ Amphetamine ดังนั้นเมื่อผู้ใช้ยาได้รับ Ecstasy เข้าสู่ร่างกาย ระบบประสาทส่วนกลางจะถูกกระตุ้นอย่างแรง ผู้เสพจะรู้สึกสนุกสนาน มีอารมณ์เป็นสุข และมีอาการประสาทหลอน เห็นภาพที่ผิดปกติ (Visual Illussions) ได้ยินเสียงผิดธรรมชาติ (Audiotory Hallucination) ความคิดสับสน หวาดวิตก อาการทางกายที่ปรากฎคือ หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ อุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้น หายใจเร็ว นอนไม่หลับ กล้ามเนื้อกระตุก มีอาการอยู่ไม่สุข ยาจะเริ่มออกฤทธิ์หลังจากรับประทานเข้าไปภายในเวลา 30-45 นาที และมีฤทธิ์อยู่ในร่างกายได้ประมาณ 6-8 ชั่วโมง เนื่องจากในสัตว์ทดลอง MDMA/MDA ออกฤทธิ์ไปทำลาย Tryptaminergic nerve terminal (ปลายประสาทที่หลั่งสาร 5-HT) ผลคือร่างกายจะขาด 5-HT ( 5-Hydroxytryptamine หรือ Serotonin) ซึ่งร่างกายต้องใช้เวลานานในการสร้างขึ้นมาทดแทน และการสร้างทดแทนจะไม่สามารถทำ ให้สมบูรณ์เหมือนเดิม ผลของการขาด 5-HT จะทำให้ผู้เสพรู้สึกซึมเศร้ามากหลังจากที่ยาหมดฤทธิ์ ด้วยฤทธิ์หลอนประสาทระหว่างที่ยาออกฤทธิ์และอาการซึมเศร้าหลังการใช้ยานี้เอง น่าจะเป็นสมมติฐานของการอุบัติการฆ่าตัวตายช่วงระหว่างการใช้ยา และหากจะพูดถึงฤทธิ์ที่ทำให้เสพติด ถึงแม้นจะยังไม่มีรายงานถึง Physical dependence แต่ MDMA/MDA ก็ทำให้สัตว์ทดลองมี self administration ได้ (ต่างจาก LSD) การใช้ MDMA/MDA ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดโรคจิต (Psychosis) เช่นเดียวกับสารกระตุ้นประสาทตัวอื่น ๆ
ด้านการควบคุมทางกฏหมาย แต่เดิมประเ ทศไทยเคยจัดสารต้องห้ามนี้เป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 ตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 แต่เพื่อให้สามารถควบคุมทั้งตัวสารเสพติดชนิดนี้และสารตั้งต้นที่ใช้ในการผลิต กระทรวงสาธารณสุขจึงเปลี่ยนประเภทของ MDMA/MDA เป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 เพื่อเพิ่มโทษแก่ผู้ค้าและให้ผู้เสพมีความผิด รวมทั้งประกาศให้ Safrole และ Isosafrole สารตั้งต้นในการผลิตเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 4 มีการควบคุมการผลิต นำเข้า ส่งออก และครอบครองให้เข้มงวดขึ้นเช่นเดียวกับ Acetic Anhydride ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการผลิตเฮโรอีน มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2539 เป็นต้นมา
